พันธุ์ไม้ทั้งหมด
Curcuma / Siam Tulip
ปทุมมา
ปทุมมา เป็นไม้ดอกมีหัวใต้ดินในวงศ์ Zingiberaceae อันดับ Zingiberales มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมถึงลาวและกัมพูชา จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของไทยอย่างยิ่ง "ปทุมมา" มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ดอกบัว สะท้อนถึงความงามของช่อดอกที่ดูคล้ายดอกบัวโผล่พ้นน้ำ ในตลาดต่างประเทศเป็นที่รู้จักในชื่อ Siam Tulip หรือ Summer Tulip แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องทางพฤกษศาสตร์กับทิวลิปแต่อย่างใด ลักษณะทางสัณฐานวิทยา หัวใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้า rhizome รูปทรงกระสวยหรือรูปไข่ สีเหลืองอมส้มภายใน มีรากสะสมอาหารแตกออกจากเหง้าเป็นกระจุก ใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายใบของพืชในวงศ์ Alismataceae อันเป็นที่มาของชื่อสปีชีส์ alismatifolia แผ่นใบสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบสีอ่อนพาดตลอดความยาว ช่อดอกเป็นแบบ spike ชูตั้งขึ้นจากโคนต้น ประกอบด้วยใบประดับ bract เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเป็นรูปทรงกรวยหรือวงรี สีชมพูอมม่วง ชมพูเข้ม หรือขาว ดอกจริงขนาดเล็กสม่วงจะออกมาจากซอกใบประดับ มีอายุสั้น แต่ใบประดับคงรูปทรงสวยงามได้นานหลายสัปดาห์ นับเป็นกลยุทธ์ทางวิวัฒนาการที่ชาญฉลาด เพราะสิ่งที่ดึงดูดสายตาทั้งแมลงและมนุษย์นั้นแท้จริงคือใบประดับ ไม่ใช่ดอก ปทุมมาเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25–35 องศาเซลเซียส ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงต่อวัน ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง pH ประมาณ 6.0–7.0 มีฤดูกาลชัดเจน โดยจะแตกยอดและออกดอกในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จากนั้นทิ้งใบและพักตัวในช่วงฤดูแล้ง ขยายพันธุ์ได้โดยการแบ่งเหง้าและการเพาะเมล็ด โดยการแบ่งเหง้าให้ผลเร็วและตรงสายพันธุ์กว่า ปทุมมาได้รับการพัฒนาสายพันธุ์อย่างจริงจังโดยนักวิจัยไทย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรมวิชาการเกษตร จนได้สายพันธุ์ที่หลากหลายและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกหัวพันธุ์ปทุมมารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีตลาดหลักในยุโรปและญี่ปุ่น ปทุมมาจึงเป็นมากกว่าดอกไม้งามแห่งป่าเขาภาคเหนือ หากแต่เป็นความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาไทยที่สามารถนำพาความงามจากขุนเขาสู่แจกันในบ้านผู้คนทั่วโลก
ดูสายพันธุ์ทั้งหมด
Globba
หงส์เหิน, เข้าพรรษา
หงส์เหิน หรือที่รู้จักในชื่อ "ดอกเข้าพรรษา" เป็นไม้ล้มลุกมีเหง้าใต้ดินในวงศ์ Zingiberaceae อันดับ Zingiberales สกุล Globba มีสมาชิกประมาณ 100 ชนิด กระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในป่าดิบชื้นและป่าดิบเขาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และตอนใต้ของจีน โดยประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางความหลากหลายของสกุลนี้ มีชนิดที่พบในไทยไม่น้อยกว่า 30 ชนิด ชนิดที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้บูชาในเทศกาลเข้าพรรษา ได้แก่ Globba winitii C.H.Wright ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในป่าทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ชื่อ "หงส์เหิน" นั้นตั้งขึ้นเพื่อสื่อถึงรูปทรงช่อดอกที่โค้งพริ้วดุจหงส์กางปีกบินสูง ส่วนชื่อ "เข้าพรรษา" สะท้อนถึงช่วงเวลาออกดอกที่ตรงกับเทศกาลสำคัญทางพุทธศาสนาพอดี ลักษณะทางสัณฐานวิทยา ลำต้นเหนือดินเป็นลำต้นเทียม pseudostem เกิดจากกาบใบหุ้มซ้อนกัน สูง 30–80 เซนติเมตร ใบเรียงสลับ รูปหอกถึงรูปไข่แกมรูปหอก ปลายใบแหลม โคนใบสอบ แผ่นใบบางสีเขียวสด ช่อดอกแบบ panicle ห้อยโค้งลงจากปลายลำต้น ใบประดับ bract รูปไข่สีม่วงอมชมพูหรือชมพูเข้ม เรียงซ้อนกันเป็นระเบียบตลอดแกนช่อ ดอกย่อยขนาดเล็กสีเหลืองสดโผล่ออกจากซอกใบประดับ กลีบดอกแยกออกเป็น 3 กลีบ มีเดือยดอก spur ยาวโค้ง และมีก้านชูอับเรณู filament ยาวพิเศษที่มีลักษณะเหมือนเขาโค้งงอนออกไป ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะสำคัญในการจำแนกสกุล Globba นอกจากนี้หลายชนิดยังมีลูกไม้อากาศ bulbil ขนาดเล็กสีเขียวอยู่ในซอกใบประดับ ซึ่งสามารถร่วงลงดินแล้วงอกเป็นต้นใหม่ได้ นับเป็นกลไกการแพร่พันธุ์ตามธรรมชาติที่น่าสนใจยิ่ง หงส์เหินเจริญเติบโตได้ดีในสภาพกึ่งร่มเงา ต้องการความชื้นสูงและดินที่อุดมด้วยอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี pH ประมาณ 5.5–6.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 22–32 องศาเซลเซียส มีวงจรชีวิตตามฤดูกาลชัดเจน โดยจะแตกยอดในต้นฤดูฝน ออกดอกช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน และพักตัวในฤดูแล้งโดยทิ้งส่วนเหนือดินทั้งหมด ขยายพันธุ์ได้โดยการแบ่งเหง้า การปักชำลูกไม้อากาศ และการเพาะเมล็ด ในทางวัฒนธรรมไทย หงส์เหินมีสถานะพิเศษในฐานะดอกไม้คู่เทศกาลเข้าพรรษา ชาวบ้านในภาคเหนือและอีสานนิยมนำช่อดอกสีม่วงชมพูไปถวายพระและตกแต่งศาสนสถานในช่วงต้นพรรษา เป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ราวกับว่าธรรมชาติเองก็รู้กาละ จึงนำดอกไม้งามมาบานพร้อมเพรียงกันทุกปี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนด้วยความงามที่ไม่มีวันล้าสมัย
ดูสายพันธุ์ทั้งหมดGloriosa
ดองดึง
ดองดึง (Gloriosa superba L.) ดองดึง เป็นพืชล้มลุกมีหัวใต้ดินชนิดเดียวในสกุล Gloriosa วงศ์ Colchicaceae อันดับ Liliales ซึ่งในอดีตเคยถูกจัดรวมอยู่ในวงศ์ Liliaceae ก่อนที่การศึกษาทางอนุกรมวิธานโมเลกุลจะแยกออกมาเป็นวงศ์เอกเทศ Gloriosa superba เป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์กว้างขวางอย่างผิดปกติ ครอบคลุมตั้งแต่ทวีปแอฟริกาใต้สะฮาราไปจนถึงเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย จนได้รับการยกย่องให้เป็นดอกไม้ประจำชาติของซิมบับเว และเป็นดอกไม้ประจำรัฐทมิฬนาฑูของอินเดีย ชื่อสกุล Gloriosa มาจากภาษาละตินแปลว่า "รุ่งโรจน์" หรือ "งามอย่างมีเกียรติ" ซึ่งสะท้อนถึงรูปลักษณ์ของดอกที่โดดเด่นและยากจะหาพืชชนิดใดเทียบได้ ลักษณะทางสัณฐานวิทยา หัวใต้ดินมีรูปทรงคล้ายตัว V หรือรูปนิ้วมือ ปลายแหลมทั้งสองข้าง เป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากหัวของพืชสกุลอื่นอย่างชัดเจน ลำต้นเป็นแบบไม้เลื้อย สูงได้ถึง 2–4 เมตร ยึดเกาะสิ่งค้ำจุนด้วยมือเกาะที่ดัดแปลงมาจากปลายใบ tendril ซึ่งเป็นลักษณะที่หาได้ยากในพืชวงศ์ Colchicaceae ใบรูปหอกถึงรูปไข่แกมรูปหอก เรียงสลับหรือตรงข้าม ปลายใบยืดยาวออกเป็นมือเกาะขดงอ ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นคู่ที่ซอกใบ กลีบดอกรวม 6 กลีบ แยกอิสระจากกัน โค้งงอกลับขึ้นด้านบนอย่างสิ้นเชิง tepal reflexed ให้รูปทรงดอกที่ดูราวกับเปลวเพลิงกำลังลุกโชน สีกลีบเริ่มจากสีเหลืองอมเขียวที่โคนไล่ขึ้นไปเป็นสีส้มและแดงเข้มที่ปลายกลีบ ขอบกลีบหยักเป็นคลื่น เกสรตัวผู้ 6 อัน ชูยาวออกไปในแนวนอนอย่างเป็นระเบียบ ก้านเกสรตัวเมียงอเป็นมุมฉากจากโคนดอก นับเป็นโครงสร้างดอกที่วิวัฒนาการมาเพื่อการผสมเกสรโดยแมลงและนกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดองดึงเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง pH ประมาณ 6.0–7.0 ต้องการแสงแดดเต็มวันถึงกึ่งร่มเงา อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25–35 องศาเซลเซียส ออกดอกในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม และพักตัวในฤดูแล้ง ขยายพันธุ์ได้โดยการแบ่งหัวและการเพาะเมล็ด อย่างไรก็ตาม ดองดึงเป็นพืชที่มีพิษสูงมากทุกส่วน โดยเฉพาะหัวและเมล็ด มีสารพิษหลักคือ colchicine และ gloriosine ซึ่งเป็นแอลคาลอยด์ที่ยับยั้งการแบ่งเซลล์โดยขัดขวางการสร้างแกนแบ่งเซลล์ spindle fiber หากได้รับในปริมาณมากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต อย่างไรก็ตาม colchicine ในปริมาณที่ควบคุมได้ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อรักษาโรคเกาต์และใช้ในงานปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ polyploidy มาอย่างยาวนาน ในประเทศไทย ดองดึงพบขึ้นตามธรรมชาติในป่าเต็งรังและป่าชายป่าทั่วทุกภาค เป็นที่รู้จักในชื่อท้องถิ่นหลากหลาย เช่น ดาวดึง หรือ ว่านไฟ ดอกของมันงามราวอัญมณีที่ธรรมชาติแกะสลักขึ้นจากแสงไฟ กลีบที่โค้งกระหวัดขึ้นฟ้าในสีแดงและเหลืองสดนั้นดูราวกับเปลวเพลิงที่มีชีวิต สวยงามเกินกว่าจะเชื่อว่าภายใต้ความงามอันตระการตานั้น แฝงไว้ด้วยพิษร้ายแรงที่ธรรมชาติซ่อนไว้อย่างแยบยล เป็นบทเรียนจากป่าว่าสิ่งที่สวยที่สุดนั้น บางครั้งก็ต้องเข้าใกล้ด้วยความเคารพและระมัดระวัง
ดูสายพันธุ์ทั้งหมด
Polianthes
ซ่อนกลิ่น
ซ่อนกลิ่น (Polianthes tuberosa L.) ซ่อนกลิ่น เป็นพืชล้มลุกมีหัวใต้ดินในวงศ์ Asparagaceae อันดับ Asparagales ซึ่งในอดีตเคยถูกจัดอยู่ในวงศ์ Agavaceae ตามระบบอนุกรมวิธานเดิม มีถิ่นกำเนิดในแถบเม็กซิโกกลาง โดยเฉพาะในที่ราบสูงระหว่างรัฐปัวบลาและเวราครูซ แต่ปัจจุบันไม่พบต้นป่าที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมแล้ว เนื่องจากถูกนำมาปลูกและคัดเลือกพันธุ์มาอย่างยาวนานกว่า 500 ปี จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่แพร่หลายไปทั่วโลกในฐานะไม้ดอกไม้ตัดและพืชน้ำมันหอมระเหย ชื่อสกุล Polianthes มาจากภาษากรีก polios แปลว่า สีขาว และ anthos แปลว่า ดอก ส่วนชื่อสปีชีส์ tuberosa แปลว่า มีหัวใต้ดิน สะท้อนถึงลักษณะของหัวและสีดอกขาวบริสุทธิ์ที่เป็นเอกลักษณ์ ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Tuberose ส่วนชื่อไทย "ซ่อนกลิ่น" นั้นตรงกันข้ามกับความจริง เพราะกลิ่นหอมของดอกนั้นแรงกล้าและฟุ้งกระจายไปไกล ลักษณะทางสัณฐานวิทยา หัวใต้ดินมีลักษณะเป็นหัวจริง true bulb รูปทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 3–6 เซนติเมตร ปกคลุมด้วยเยื่อแห้งสีน้ำตาล ภายในเป็นชั้นๆ ของเกล็ดใบสะสมอาหาร ใบเรียงเป็นกระจุกออกจากโคนต้น รูปแถบยาวแคบ สีเขียวเข้มมันวาว ยาว 30–50 เซนติเมตร ช่อดอกแบบ spike ชูตั้งขึ้นจากใจกลางกระจุกใบ สูง 60–100 เซนติเมตร แกนช่อแข็งแรง ดอกเรียงสลับเป็นคู่ตลอดแกน แต่ละช่อมีดอก 12–45 ดอก ดอกมีรูปทรงกรวยยาว ประกอบด้วยกลีบดอกรวม 6 กลีบ รวมตัวกันที่โคนเป็นหลอดยาว 4–7 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกโค้งกลับเล็กน้อย สีขาวบริสุทธิ์ ผิวเนื้อกลีบหนาและเนียน มีความมันอมขี้ผึ้งเล็กน้อย ดอกเบ่งบานทีละดอกจากโคนขึ้นไปปลายช่อ ใช้เวลาประมาณ 2–3 สัปดาห์จึงจะบานหมดทั้งช่อ กลิ่นหอมของซ่อนกลิ่นเป็นหนึ่งในกลิ่นที่เข้มข้นและซับซ้อนที่สุดในโลกพืช ประกอบด้วยสารประกอบอินทรีย์ระเหยมากกว่า 170 ชนิด โดยสารหลักที่ให้กลิ่นหอมหวานคือ benzyl alcohol, methyl benzoate และ eugenol กลิ่นจะแรงที่สุดในช่วงค่ำคืน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางวิวัฒนาการเพื่อดึงดูดแมลงผสมเกสรกลางคืนโดยเฉพาะผีเสื้อกลางคืนและมอธ น้ำมันหอมระเหยจากซ่อนกลิ่นถูกสกัดด้วยวิธี solvent extraction หรือ enfleurage เป็นส่วนผสมสำคัญในน้ำหอมหลายแบรนด์ระดับโลก ซ่อนกลิ่นเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะสม 20–30 องศาเซลเซียส ต้องการแสงแดดเต็มวัน ดินร่วนร่วนซุยระบายน้ำดี pH 6.5–7.5 ปลูกโดยการฝังหัวลึกประมาณ 5–8 เซนติเมตร ใช้เวลาประมาณ 90–120 วันจากปลูกจนถึงออกดอก ขยายพันธุ์ได้โดยการแยกหัวลูกที่เกิดรอบๆ หัวแม่ ในประเทศไทย ซ่อนกลิ่นถูกนำเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และกลายเป็นไม้ดอกที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม นิยมใช้ร้อยมาลัยบูชาพระ งานมงคลสมรส และงานศพ เพราะสีขาวบริสุทธิ์และกลิ่นหอมที่ยาวนานสื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์และความทรงจำ ดอกซ่อนกลิ่นจึงไม่เพียงเป็นไม้ดอกที่สวยงาม แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์และความทรงจำที่คงอยู่ ดอกขาวเล็กๆ ที่ชูตั้งบนก้านเรียบง่าย แต่เมื่อค่ำคืนมาถึง มันจะปล่อยกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่ว ราวกับบอกเล่าเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในความเงียบงัน
ดูสายพันธุ์ทั้งหมดZephyranthes
บัวดิน
บัวดิน (Zephyranthes spp.) บัวดิน (Zephyranthes spp.) หรือที่รู้จักในชื่อ Rain Lily เป็นไม้หัวขนาดเล็กในวงศ์ Amaryllidaceae ที่มีการกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชีย ชื่อสกุล Zephyranthes มาจากภาษากรีก Zephyros แปลว่าลมตะวันตก และ anthos แปลว่าดอกไม้ ปัจจุบันมีการจำแนกสายพันธุ์ไว้มากกว่า 70 ชนิดทั่วโลก ลักษณะทางสัณฐานวิทยา หัวมีรูปทรงทรงกลมถึงรูปไข่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1–3 เซนติเมตร ห่อหุ้มด้วยเยื่อบางสีน้ำตาล ใบแบนเรียวยาว สีเขียวเข้ม ขึ้นเป็นกระจุกจากโคนหัว ดอกเป็นแบบสมมาตรรัศมี ประกอบด้วยกลีบดอกรวม 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 6 อัน และเกสรตัวเมีย 1 อัน ดอกออกเดี่ยวบนก้านกลวงยาว 10–20 เซนติเมตร สีดอกแตกต่างกันตามชนิดและสายพันธุ์ ได้แก่ ขาว ชมพู เหลือง และแดง พฤติกรรมที่โดดเด่นที่สุดของบัวดินคือการออกดอกพร้อมกันจำนวนมากหลังได้รับน้ำฝนหรือการรดน้ำอย่างฉับพลันหลังช่วงแห้งแล้งที่ยาวนานเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า rain-triggered blooming ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลไกทางวิวัฒนาการเพื่อเพิ่มโอกาสผสมเกสรข้ามต้น บัวดินจะตอบสนองด้วยการผลิดอกพร้อมกันทั้งแปลงภายในเวลา 3–5 วันหลังได้รับน้ำ และมีอายุดอก 3–7 วัน จนเป็นที่มาของชื่อสามัญ Rain Lily หรือ Zephyr Lily หรือ "ดอกไม้แห่งสายฝน" บัวดินทนแล้งได้ดี เติบโตได้ในดินร่วนระบายน้ำดี ต้องการแสงแดดเต็มวันถึงร่มเงาบางส่วน และขยายพันธุ์ได้ทั้งโดยการแยกหัวและการเพาะเมล็ด ด้วยลักษณะที่ดูแลง่าย ทนทาน และผลิดอกสม่ำเสมอ บัวดินจึงเป็นที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับในสวนและกระถางทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยที่พบเห็นได้ทั่วไปตามบ้านเรือนและสวนสาธารณะ บัวดินยังเป็นสัญลักษณ์ของความอดทนและการรอคอย เพียงแค่ได้รับน้ำฝนที่รอคอยมานานก็จะเบ่งบานงามอย่างแท้จริง
ดูสายพันธุ์ทั้งหมด
Caladium
บอนสี
บอนสี (Caladium spp.) บอนสี เป็นไม้ล้มลุกมีหัวใต้ดิน จัดอยู่ในวงศ์ Araceae อันดับ Alismatales มีถิ่นกำเนิดในป่าเขตร้อนชื้นของทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำอเมซอนของบราซิลและเปรู สายพันธุ์ดั้งเดิมที่เป็นต้นกำเนิดของบอนสีที่นิยมปลูกในปัจจุบันคือ Caladium bicolor ซึ่งถูกนำมาพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องจนมีลูกผสมที่ได้รับการจดทะเบียนไว้มากกว่า 1,000 สายพันธุ์ทั่วโลก ลักษณะทางสัณฐานวิทยา หัวใต้ดินมีลักษณะแบน กลม หรือรูปไข่ ผิวขรุขระสีน้ำตาล ทำหน้าที่สะสมแป้งและน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงต้นในช่วงพักตัว ใบเป็นแบบ peltate หรือ cordate คือมีก้านใบติดตรงกลางหรือโคนแผ่นใบ พื้นที่ใบกว้างและบาง บางสายพันธุ์มีขนาดใบยาวได้ถึง 45 เซนติเมตร เส้นใบแตกแขนงชัดเจน ทำให้เกิดลวดลายที่ซับซ้อนและสวยงาม สีของใบเป็นลักษณะเด่นที่สุดของพืชสกุลนี้ เกิดจากการกระจายตัวของเม็ดสีแอนโทไซยานิน คลอโรฟิลล์ และแคโรทีนอยด์ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันในแต่ละบริเวณของใบ ทำให้เกิดสีและลวดลายหลากหลาย ทั้งแดง ขาว ชมพู เขียว และม่วง บางครั้งปรากฏในใบเดียวกันหลายสีพร้อมกัน ดอกมีลักษณะเป็นช่อดอกแบบ spadix ห่อด้วย spathe สีเขียวอมขาว แต่ไม่ได้รับความนิยมในเชิงสวยงามเท่ากับใบ บอนสีต้องการสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น มีความชื้นสัมพัทธ์สูง อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 21–32 องศาเซลเซียส ไม่ทนต่ออุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส ชอบแสงสว่างแบบกรองแสงหรือร่มเงาบางส่วน เนื่องจากแสงแดดจัดโดยตรงอาจทำให้ใบไหม้และสีซีดจาง ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนผสมอินทรียวัตถุ ระบายน้ำดี pH ประมาณ 5.5–6.5 เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวหรือช่วงอากาศแห้ง ต้นจะทิ้งใบและพักตัว ก่อนจะแตกใบชุดใหม่เมื่ออุณหภูมิและความชื้นกลับมาเหมาะสม ขยายพันธุ์ได้โดยการแบ่งหัวและการเพาะเมล็ด ในประเทศไทย บอนสีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ไทยจำนวนมากจนเป็นที่รู้จักในตลาดโลก ชื่อสายพันธุ์ไทยมักสะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เช่น "ทศกัณฐ์" "เอกราช" และ "ราชินี" บอนสีจึงไม่เพียงเป็นไม้ประดับที่ให้ความงามด้วยใบอันวิจิตร แต่ยังเป็นพืชที่บอกเล่าถึงภูมิปัญญาของนักปรับปรุงพันธุ์ไทย ผู้ซึ่งสามารถดึงเอาความลึกลับของสีและลวดลายจากธรรมชาติมาถักทอเป็นงานศิลป์ที่มีชีวิต
ดูสายพันธุ์ทั้งหมด