รู้จักกับปทุมมา
ปทุมมา
เป็นไม้ดอกมีหัวใต้ดินในวงศ์ Zingiberaceae อันดับ Zingiberales มีถิ่นกำเนิดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมถึงลาวและกัมพูชา จัดเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของไทยอย่างยิ่ง
"ปทุมมา" มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ดอกบัว สะท้อนถึงความงามของช่อดอกที่ดูคล้ายดอกบัวโผล่พ้นน้ำ ในตลาดต่างประเทศเป็นที่รู้จักในชื่อ Siam Tulip หรือ Summer Tulip แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องทางพฤกษศาสตร์กับทิวลิปแต่อย่างใด
ลักษณะทางสัณฐานวิทยา
หัวใต้ดินมีลักษณะเป็นเหง้า rhizome รูปทรงกระสวยหรือรูปไข่ สีเหลืองอมส้มภายใน มีรากสะสมอาหารแตกออกจากเหง้าเป็นกระจุก
ใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายใบของพืชในวงศ์ Alismataceae อันเป็นที่มาของชื่อสปีชีส์ alismatifolia แผ่นใบสีเขียวเข้ม มีเส้นกลางใบสีอ่อนพาดตลอดความยาว
ช่อดอกเป็นแบบ spike ชูตั้งขึ้นจากโคนต้น ประกอบด้วยใบประดับ bract เรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเป็นรูปทรงกรวยหรือวงรี สีชมพูอมม่วง ชมพูเข้ม หรือขาว
ดอกจริงขนาดเล็กสม่วงจะออกมาจากซอกใบประดับ มีอายุสั้น แต่ใบประดับคงรูปทรงสวยงามได้นานหลายสัปดาห์ นับเป็นกลยุทธ์ทางวิวัฒนาการที่ชาญฉลาด เพราะสิ่งที่ดึงดูดสายตาทั้งแมลงและมนุษย์นั้นแท้จริงคือใบประดับ ไม่ใช่ดอก
ปทุมมาเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 25–35 องศาเซลเซียส ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมงต่อวัน ดินที่เหมาะสมคือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี มีอินทรียวัตถุสูง pH ประมาณ 6.0–7.0 มีฤดูกาลชัดเจน โดยจะแตกยอดและออกดอกในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จากนั้นทิ้งใบและพักตัวในช่วงฤดูแล้ง
ขยายพันธุ์ได้โดยการแบ่งเหง้าและการเพาะเมล็ด โดยการแบ่งเหง้าให้ผลเร็วและตรงสายพันธุ์กว่า
ปทุมมาได้รับการพัฒนาสายพันธุ์อย่างจริงจังโดยนักวิจัยไทย โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และกรมวิชาการเกษตร จนได้สายพันธุ์ที่หลากหลายและเป็นที่ต้องการในตลาดโลก ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกหัวพันธุ์ปทุมมารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีตลาดหลักในยุโรปและญี่ปุ่น ปทุมมาจึงเป็นมากกว่าดอกไม้งามแห่งป่าเขาภาคเหนือ หากแต่เป็นความภาคภูมิใจของภูมิปัญญาไทยที่สามารถนำพาความงามจากขุนเขาสู่แจกันในบ้านผู้คนทั่วโลก
การดูแลรักษาเบื้องต้น
การปลูกปทุมมาและกระเจียว
การปลูกลงกระถาง
กระถาง กระถาง 6 นิ้ว ใช้ 1 เหง้า, 8 นิ้ว ใช้ 2-3 เหง้า, 10 นิ้ว ใช้ 3 เหง้าขึ้นไป
การปลูก วางหัวลึก 5 ซม.จากหน้าดิน โดยให้หัวพันธุ์อยู่บริเวณตรงกลางของกระถางและกลบตุ้มรากทั้งหมด หากปลูกมากกว่า 1 หัว ควรวางหัวให้สลับหัวท้ายกัน เพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่สวยงาม
การรดน้ำ ควรรักษาความชื้นในวัสดุปลูกให้ชื้นเสมอ แต่ไม่แฉะ (ไม่แช่น้ำ เพราะอาจทำให้หัวเน่าได้) หัวพันธุ์จะงอกต้นใหม่ได้หลังจากปลูกแล้ว 50-70 วัน
การดูแลรักษา หลังงอก-มีใบ
การรดน้ำ ควรรักษาความชื้นในวัสดุปลูกให้ชื้นเสมอ แต่ไม่แฉะ (ไม่แช่น้ำ เพราะอาจทำให้หัวเน่าได้)
การใส่ปุ๋ย สามารถใส่ปุ๋ยเคมีทั่วไปสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 หรือใช้ปุ๋ยละลายช้าสูตรเสมอเช่นกัน อัตราตามฉลากแนะนำ เพื่อบำรุงต้นให้มีความสมบูรณ์
แสง ควรจัดวางไว้ในตำแหน่งที่มีแสงแดด 70-90% ตลอดทั้งวัน หากปทุมมาได้รับช่วงแสงน้อย ดอกจะไม่ดก ก้านดอกอ่อน
อุณหภูมิ ปทุมมาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม) จนถึงฤดูฝน และจะพักตัวในฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน)
การตัดดอก/แต่งดอก ปทุมมาสามารถตัดดอกปักแจกันได้ โดยมีอายุปักแจกันได้นาน 7-10 วัน แต่หากไม่ต้องการตัดดอกก็สามารถปล่อยดอกติดต้นได้จนกระทั่งดอกเริ่มสีซีดไม่สวย ควรมีการตัดแต่งดอกเก่าออกอย่างประจำจะช่วยกระตุ้นการแทงช่อดอกใหม่
การขุดหัว/เก็บเกี่ยวหัวพันธุ์
การงดน้ำ เมื่อปลูกปทุมมามาถึงเดือนกันยายนแล้ว ปทุมมาจะให้ดอกลดลงและมีขนาดเล็กลง ดูแลรักษาตามปกติจนถึงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน ให้หยุดการรดน้ำแบบ 100% เพื่อช่วยเร่งให้กระบวนการลงหัวเร็วขึ้น
การขุดหัวพันธุ์ หลังจากงดน้ำแบบ 100% แล้วจะใช้เวลาประมาณ 30 วันเพื่อให้ใบปทุมมาแห้งสนิท เมื่อเห็นว่าใบปุมมาแห้งดีแล้วสามารถคว่ำกระถางเพื่อแกะเอาหัวพันธุ์ออกมาจากวัสดุปลูก แล้วล้างทำความสะอาดหัวพันธุ์ ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถหักแบ่งหัวพันธุ์ออกจากกันได้
การเก็บรักษาหัวพันธุ์ ควรวางไว้ในที่ร่มและมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก และหลีกเลี่ยงการวางใกล้แหล่งสัตว์ศัตรูโดยเฉพาะหนู ซึ่งมักเข้าทำลายหัวพันธุ์ขณะเก็บรักษา และเก็บรักษาจนถึงเดือนปลูกของปีถัดไป
ดูภาพขยาย